06 สิงหาคม 2554
Google Cloud กับ Microsoft Office
ในระยะหลังๆ หลังจากที่เรียนในหลักสูตรผู้เชี่ยวชาญอีเลิร์นนิ่ง ที่ thaicyberu.go.th แล้ว พบว่า การใช้ซอฟท์แวร์ที่เป็นเว็บแอพพลิเคชั่นอย่าง Google Docs จะทำให้การทำงานของเราดีขึ้น เพราะไฟล์เราจะเก็บไว้บนระบบของกูเกิ้ล ทีเีรียกว่า ระบบประมวลผลบนเมฆ หรือจะแปลว่าอะไรก็สุดแล้วแต่ ภาษาอังกฤษใช้คำว่า Cloud Computing ซึ่งเมื่อใช้แล้วก็ติดใจ เพราะเพียงมีแอคเคาท์ชองกูเกิ้ล คอนเน็คอินเทอร์เนตได้ ด้วยเว็บบราวเซอร์มาตรฐาน (IE,Firefox,Chrome อันอื่นไม่เคยลอง) ก็สามารถทำงานเอกสารได้ ที่ดีกว่านั้นคือ สามารถแชร์ให้ผู้อื่นมาดู ให้เพื่อนร่วมงานมา่ช่วยแก้ไขได้ด้วย แล้วก็เก็บประวัติการทำงานให้เราด้วย เรียกได้ว่า พอแก้ไขเอกสารมาเรื่อยๆ แล้วเกิดคิดถึงเวอร์ชั่นแรกๆ เราก็กลับไปเอาเวอร์ชั่นแรกๆ ที่เราพิมพ์ไว้ มาใช้ได้เลย การช่วยกันแก้ไขนี่ ทำกันแบบออนไลน์เลยทีเดียว .... ที่เสียนิดนึงก็คือ เวลาพิมพ์ อาจต้องใช้โปรแกรม Microsoft Word หรือ Write มาดำเนินการอีกที การพิมพ์จึงจะเหมือนกับที่เห็นบนจอ
แต่มาถึงวันนี้ กูเกิ้ลมีทีเด็ดปล่อยออกมาอีก โดยเปิดตัวแอพพลิเคชั่นตัวหนึ่ง ที่ผนวกเอา Google Docs กับ โปรแกรมชุด Microsoft Office เ้ข้าด้วยกัน น่าสนใจมากๆ
เข้าไปที่นี่เลย http://tools.google.com/dlpage/cloudconnect?hl=th
มีวีดิโอให้ศึกษาด้วย เข้าใจแล้ว ก็คลิก ดาวน์โหลดเลย ฟรี ครับ แต่ก่อนติดตั้งศึกษาข้อกำหนดนิดนึง จะได้ไม่มีปัญหา
ใช้เวลาประมาณ 5 นาที การติดตั้งก็เสร็จสิ้น ทีนี้ลองเข้าโปรแกรม Microsoft Word ดูครับ
จะพบแถบแปลกๆ ขึ้นมาดังภาพ
ลงชื่อเข้าใช้เลยครับ
ต้องให้สิทธิโปรแกรม Microsoft Word เข้าถึงบัญชีของเรา
ที่กล่องตอบโต้นี้ เราสามารถเปลี่ยนบัญชีได้ครับ แล้วก็มีตัวเลือกสำหรับการปรับเอกสารบนเมฆกูเกิ้ล กับเครื่องของเราว่าจะให้ปรับเป็นปัจจุบันอัติโนมัติ หรืออัติโนมือ ก็เลือกเอาในรายการ ตัวเลือกเอกสารโดยรวม
ตอนนี้ถ้าไม่คิดอะไรมาก ก็ตอบ ตกลงได้ทันที
ตอนนี้ก็ลองเปิดเอกสารจาก Google Cloud ดู
รายการไฟล์ต่างๆ ก็จะปรากฏขึ้นมาให้เลือก
เลือกเอาสักไฟล์หนึ่ง แล้วก็รอให้มีการดาวน์โหลดไฟล์มาที่เครื่องเรา
มาแล้วครับ
ง่าย และมีประสิทธิภาพมากๆ ใครยังไม่เคยใช้ลองศึกษา และเอาไปใช้ดู เอกสารที่เห็นในภาพ เป็นผลงานส่วนหนึ่งที่ผู้่เขียนทำร่วมกับนักเรียนผ่านระบบออนไลน์สมัยตั้งแต่ Google ยังไม่ปล่อยปลั๊กอิน ตัวที่ทำงานร่วมกับ Microsoft Office ออกมา ตอนนี้ ออกมาแล้ว งานยิ่งงานขึ้นครับ
รู้แล้วรีบลองใช้ดูครับ
14 กรกฎาคม 2554
pfsense กับการมั่วไป มั่วมา
เดือดร้อนได้ไปขอบริจาคเครื่องคอมพิวเตอร์สเปกเก่าๆ มาจากเพื่อน เพราะรู้สึกว่าการเชื่อมต่ออินเทอร์เนตแบบโล้นๆ โดยไม่ผ่านไฟร์วอลแล้ว มันยังไงไม่รู้ โชคดีไปขอเขาคอมฯเก่ามาได้ตัวหนึ่ง ซึ่งเขาไม่ใช้แล้วเพราะมันรันวินโดวส์เอกซ์พีอืดมากๆ จึงทิ้งไว้เฉยๆ แล้วไปถอยแล็บทอปออกมา CPU ที่ได้มาเป็น Intel Pentium III จำความถี่ไม่ได้ น่าจะ 733 MHz หรืออะไรนี่แหละ RAM 128 MB ส่วนฮาร์ดดิสก์เขาไม่ยอมให้ ก็เลยไปลองถอดเอากับเครื่องเก่าที่พังไป ปรากฏว่าใช้ได้ การ์ดแลนก็ถอดออกจากเครื่องเก่าได้มา 2 ใบ แล้วก็ไปหาซื้อแรมเก่าๆ มาเพิ่มอีก 128 MB และนี่คือ สเปกของไฟร์วอลตัวใหม่
- CPU : Pentium III 733 MHz
- RAM : 256 MB
- Harddisk 3 GB
- Lan Card 10/100 mbps 2 ใบ
- VGA Card เป็นแบบ AGP แรม 4 MB (ไม่ต้องแชร์จากแรมปกติิของเครื่อง)
25 ตุลาคม 2553
การแปลงหน่วย dBm&dBi <-> milliwatts
14 สิงหาคม 2553
สร้างไฟร์วอลเล่น
แต่คนจำนวนมากก็ไม่รู้ว่า สิ่งเหล่านี้มันมาพร้อมกับภัยที่เราไม่ค่อยรู้ตัว ที่บ้านหรือที่สำนักงานที่ระวังภัยจึงต้องติดตั้งอุปกรณ์ที่เรียกว่า ไฟร์วอล ไว้ด้วย เพราะนี่คือกำแพงด่านแรกที่จะช่วยกรองข่าวสาร โปรแกรมต่างๆ ที่ไหลเข้ามายังอุปกรณ์ของเรา และนี่คือที่มาของบทความนี้
หลังจากค้นหาเอกสารอ่านเกี่ยวกับการสร้างไฟร์วอลอยู่ประมาณ 2 สัปดาห์ ก็ตัดสินใจว่าจะนำเอาคอมพิวเตอร์เก่าเก็บตั้งแต่ปี พ.ศ. 2545 มาใช้เป็นไฟร์วอล สเปกของเครื่องที่ว่านี้คือ
- Cyrix 333MHz แต่ปรับให้ใช้ที่ 300 MHz
- RAM 128 MB แชร์ให้จอ 1 MB
- Harddisk 4 GB (เกือบจะโยนทิ้งไปแล้ว เพราะมันเคยติดตั้ง Windows Me แล้วไม่ผ่าน)
- Lan card แกะเอามาจากเครื่องที่พังแล้วใช้ compex 10/100 มีอยู่ 2 ใบ พอดี
- FDD 1.4 MB
จากนั้นก็สืบค้นหาข้อมูลในอินเทอร์เนต ว่าจะใช้ซอฟท์แวร์ค่ายไหนดี ในการนำมาติดตั้งให้เครื่องเก่าเก็บนี้เป็นไฟร์วอลได้ นี่คือรายการสิ่งที่ค้นหา และคิดว่าจะเป็นตัวเลือกที่นำมาใช้
อ่าน ศึกษาข้อมูลอยู่เกือบ 2 วัน ก็เลือก shorewall เพราะมีความรู้สึกว่า เครื่องเก่าๆ แบบนี้ น่าจะเหมาะกับชุดโปรแกรมที่เป็น text mode ฟีเจอร์ต่างๆ ก็เพียงพอกับสิ่งที่เราต้องการ จึงเริ่มศึกษาค้นคว้าเป็นการใหญ่ ไปดาวน์โหลด Linux มาลงก่อน ซึ่งนี่เป็นงานใหญ่พอควร และรู้สึกว่าจะใหญ่เกินไปกับความต้องการเล็กๆ กับเครื่องที่แสนเก่า แต่ไหนๆ ก็ลุยมาแล้วนี่ ก็ลุยต่อไป
ได้ Linux ของ Debian มาก็ทดลองติดตั้งดู โดยไปขอแกะเอา CD ROM ของเครื่องที่ลูกใช้อยู่มาติดตั้ง ปรากฏว่าไปไม่รอด เพราะว่าเมื่อติดตั้งแล้วต้องปรับคอนฟิกอีกเยอะเลย เพื่อให้มันทำงานเหมาะสมที่จะเป็นไฟร์วอล แล้วจึงค่อยลง shorewall ตามหลัง จบกันทีสำหรับ Debian + Shorewall แต่ก็ได้ความรู้มามากโขอยู่เหมือนกัน
เปิดอ่านข้อมูลตามเว็บต่างๆ อีก เปรียบเทียบนั่นๆ นี่ๆ แล้ว ก็ตัดสินใจว่า เอาล่ะ ลอง pfSense ดูบ้าง ว่ากันว่า freeBSD นี่มันเสถียรมาก (pfSense ใช้ freeBSD เป็นฐานในการสร้าง)
ดาวน์โหลดไฟล์ที่เว็บไซต์ประจำของเขานะแหละ เมื่อได้ไฟล์มาแล้วก็เอามาเขียน CD CD นี้เรียกว่า Live CD with Installer ซึ่งสามารถนำไปใช้งานได้เลย โดยไม่จำเป็นต้องติดตั้งลงฮาร์ดดิสก์ เพราะไฟร์วอลสามารถทำงานได้บนแรมเพียงอย่างเดียว เมื่อได้โอกาสแล้วก็ลองเล่นเลย ใช้เวลาแป๊บเดียว กับการมั่วทำตามคำสั่งบนจอ ลากสายแลน ที่ต่อออกจากโมเด็มเราท์เตอร์เข้ามาที่แลนการ์ดที่เราเซตไว้เป็น WAN แล้วก็ลากสายแลนไปต่อเข้าคอมพิวเตอร์ ลองต่อเน็ตดูปรากฏว่าได้
เจ๋ง ง่ายดีจังเลย แล้วก็ดูเหมือนว่า สเปกเครื่องที่ใช้อยู่ไม่น่าจะมีปัญหาอะไร เข้าเว็บไซต์ต่างๆ ได้เหมือนก่อนมีการติดตั้งไฟร์วอล แต่ว่าวันนี้คงไม่มีเวลาที่จะปรับคอนฟิกอะไรมากนัก ไว้รอพรุ่งนี้ดีกว่า จะลองปรับตั้งค่าต่างๆ ให้ไฟร์วอลมันทำงานเต็มที่มากขึ้น โดยการติดตั้งมันลงไปที่ฮาร์ดดิสก์เลย
วันนี้ขอพาลูกไปเที่ยวก่อน
25 พฤษภาคม 2553
เรื่องเล่าฟิสิกส์
ในเดือนมกราคม พ.ศ.2477 (ตรงกับรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 7 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์) สามี-ภรรยาคู่หนึ่ง ทำงานอยู่ที่ห้องปฏิบัติการวิทยาศาสตร์ของมหาวิทยาลัย กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส พวกเขาได้ยิงอนุภาคชนิดหนึ่งที่เรียกว่า แอลฟา ไปยังแผ่นอลูมิเนียม อ่านถึงตรงนี้อาจมองว่างานของเขาก็ง่ายๆ และอาจจะฟังยากว่านี่เป็นเหตุการณ์ที่สำคัญมากทีเดียว
เราจะไม่ใส่ใจในรายละเอียดทางเทคนิคนัก ขอเริ่มตรงที่ว่า สามี-ภรรยาคู่นี้ ชื่อว่า Frederic Joliot และ Irene Curie นักฟิสิกส์ชาวฝรั่งเศส อนุภาคแอลฟาที่ใช้ได้มาจากโลหะกัมมันตรังสี ที่ชื่อว่า Polonium ซึ่งถูกพบ 36 ปีก่อนหน้านี้ โดยพ่อและแม่ของ Irene , Pierre กับ Marie Curie ผู้ค้นพบเรเดียม สิ่งที่ Frederic และ Irene พบก็คือ เมื่ออลูมิเนียมถูกระดมยิงด้วยอนุภาคแอลฟา มันจะกลายเป็นสารกัมมันตรังสีด้วย
เป็นสิ่งที่แปลกประหลาดทีเดียวในช่วงเวลานั้น แต่ ณ ปัจจุบันสารธรรมดาถูกทำให้เป็นสารกัมมันตรังสีทุกวัน ถึงอย่างนั้นนักฟิสิกส์ก็ไม่สามารถเร่งการกระทำสิ่งนี้ให้เกิดขึ้นในธรรมชาติได้ เป็นเพียงแสดงให้เห็นว่าธรรมชาติทำงานอย่างไร ซึ่งขณะนี้เรารู้แล้วว่าชนิดของรังสีที่เกิดในลักษณะนี้เกิดขึ้นบ่อยทีเดียวในธรรมชาติ เช่น การเกิดสารกัมมันตรังสีบนดวงดาวหรือชั้นบรรยากาศโลกที่ถูกรังสีคอสมิกพุ่งชน
ผลการทดลองของ Frederic และ Irene ผ่านการตีพิมพ์ต่างๆ ยังความตื่นเต้นให้แก่วงการฟิสิกส์อย่างมาก ไม่นานก็มีคนจำนวนมากดำเนินการคล้ายๆ กันตามมา หนึ่งนั้นก็คือ Enrico Fermi นักฟิสิกส์หนุ่มแห่งมหาวิทยาลัยโรม แต่เฟอร์มิกลับทำในสิ่งที่เป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญยิ่งขึ้นไปอีก เรื่องราวบางส่วนถูกเล่าผ่านหนังสือ Atom in the Family โดยภรรยาของเฟอร์มิ ว่า
" เขาตัดสินใจที่จะสร้างสารกัมมันตรังสีประดิษฐ์ขึ้น แต่แทนที่จะใช้อนุภาคแอลฟา เขากลับใช้อนุภาคนิวตรอนแทน เหตุผลก็คือมันไม่มีประจุจึงไม่ถูกต่อต้านโดยประจุในนิวเคลียส ระยะการเคลื่อนที่จึงมากกว่าอนุภาคแอลฟา ในขณะที่ยังคงพลังงานและอัตราเร็วของนิวตรอนในระดับที่สูงกว่า โอกาสการชนอยางจังก็อนุภาคก็มากกว่าอีกด้วย "
โดยปกตินักฟิสิกส์จะถูกชี้นำโดยทฤษฎีและการออกแบบการทดลองก็จะเป็นไปตามทฤษฎีนั้นๆ แต่ในช่วงเวลานั้นกลับไม่มีทฤษฎีใดอธิบายเหตุการณ์ได้ มีเพียงผลเชิงประจักษ์จากการทดลองเท่านั้นที่แสดงให้เห็นว่าสารกัมมันตรังสี ถูกประดิษฐ์ได้จากการยิงอนุภาคนิวตรอน เฟอร์มิขณะอายุ 33 ปี ซึ่งโดดเด่นอยู่แล้วในด้านฟิสิกส์ทฤษฎีจึงเริ่มออกแบบการทดลองเพื่อแก้ปัญหาในประเด็นนี้ สิ่งแรกที่ต้องทำคือหาอุปกรณ์ตรวจวัดรังสีที่ออกจากสารกัมมันตรังสี ที่ดีที่สุดตอนนั้นคือ เครื่องนับไกเกอร์ (Geiger Counters) แต่ถึงอยางนั้นก็ตามเครื่องมือวัดนี้ยังใหม่มาก(ในปี พ.ศ.2477)และยังอ่านค่าออกมาไม่ได้ ทำให้เฟอร์มิต้องสร้างมันขึ้นมาเอง
เครื่องมือวัดและนับรังสี(อนุภาค)ได้ในที่สุดแต่เฟอร์มิต้องการแหล่งกำเนิดนิวตรอนอิสระด้วย เขาได้ใช้ผงเบอร์ริลเลี่ยมหุ้มห่อแก๊สเรดอนซึ่งเป็นสารกัมมันตรังสีในหลอดแก้ว โดยหวังให้อนุภาคแอลฟาจากเรดอนกระแทกเข้ากับนิวเคลียสของเบอร์ริลเลียมจนนิวตรอนกระเด็นหลุดออกมา ซึ่งมันก็เป็นดังที่เขาคิด
ในตอนนี้เฟอร์มิก็มีกระสุนนิวตรอนที่พร้อมแล้วสำหรับการทดลอง เขาเริ่มต้นกับอนุภาคที่เบาก่อน เช่น ไฮโดรเจน ไล่ไปหาหนัก ผลการยิงนิวตรอนไปยังไฮโดรเจนไม่พบอะไร เปลี่ยนไปเป็นน้ำ(H2O) ลิเทียม ก็ไม่เกิดอะไรที่ตรวจวัดได้ เปลี่ยนมาเป็นเบอร์ริลเลียม แล็วก็โบรอนคาร์บอน ไนโตรเจน ไม่มีอะไรถูกสร้างขึ้นใหม่เลย เฟอร์มิเริ่มหวั่นไหวกับสิ่งที่ทำและอยู่ในจุดที่อาจเลิกทำวิจัย แต่ด้วยความดื้อรั้นของเขาเองทำให้เขาสู้ต่อ ออกซิเจน ซึ่งผลก็น่าจะรู้อยู่แล้วว่าไม่เกิดอะไรเพราะก่อนหน้านี้เคยทดลองกับน้ำมาแล้ว แต่ในที่สุดรางวัลของเฟอร์มิก็ได้จากการนำฟลูออรีน เพราะผลจากการยิงนิวตรอนใส่ฟลูออรีนทำให้ฟลูออรีนแผ่รังสีได้ ซึ่งมันทำให้เขาเดินหน้าต่อไป
ที่จริงดอกผลของความพยายามนี้ไม่ได้เกิดจากเฟอร์มิคนเดียว แต่เพราะเพื่อนร่วมงานของเขาก็มีส่วนช่วยอย่างมาก ซึ่งในบันทึกของภรรยาของเขาบันทึกไว้ว่า
"สารที่ไม่แผ่รังสีถูกทดสอบด้วยเครื่องนับไกเกอร์ แต่การอาบลำอนุภาคนิวตรอนอาจไปรบกวนกับเครื่องนับนี้ด้วย ดังนั้นบริเวณที่มีการอาบลำอนุภาคนิวตรอนกับบริเวณที่เครื่องนับไกเกอร์จะเป็นคนละด้านของทางเดินในอาคาร บางครั้งกัมมันตภาพที่ถูกสร้างขึ้นในสารจะมีช่วงเวลาสั้นมากในบางครั้งน้อยกว่าหนึ่งนาทีก็ตรวจจับไม่ได้แล้ว เพื่อนร่วมงานของเฟอร์มิก็ต้องเป็นม้าเร็ววิ่งไปเอาเครื่องนับมาตรวจวัด ให้ทันก่อนที่สารนั้นจะหมดสภาพการแผ่รังสี ซึ่งปรากฏว่าเฟอร์มินั่นเองที่วิ่งได้เร็วกว่าคนอื่น ... "
เช้าวันหนึ่งของเดือนตุลาคม พ.ศ. 2477 การค้นพบที่ประกอบด้วยโชคได้ถูกพบขึ้นโดยเฟอร์มิและทีมงานจากการนำทรงกระบอกกลวงเงินมาทำให้เป็นสารกัมมันตรังสี ได้มีการใช้แหล่งกำเนิดนิวตรอนวางไว้ตรงกลางเขาพบว่าความแรงของกัมมันตภาพที่เกิดจากเงินจะขึ้นอยู่กับสารที่อยู่ภายในห้องทดลอง
"วัตถุโดยรอบทรงกระบอกของเงินดูจะมีอิทธิพลต่อกัมมันตภาพ ถ้าทรงกระบอกอยู่บนโต๊ะไม้กัมมันภาพที่ได้จะมีความแรงมากเมื่อถูกวางบนโต๊ะโลหะ
ตอนนี้ทุกคนถูกปลุกให้ตื่นด้วยความสนใจต่อเหตุการณ์ที่พบ เขานำเอาแหล่งกำเนิดนิวตรอนออกจากท่อทรงกระบอกของเงินแล้วเอาวัตถุต่างๆ มาวางกั้นไว้ แผนตะกั่วทำให้การแผ่รังสีเพิ่มนิดหน่อย ตะกั่วเป็นโลหะหนัก "เอาที่เบาๆ ไว้ตอนท้าย" เฟอร์มิกล่าว "ต่อไปก็พาราฟิน"
สารที่มีเป็นจำนวนมากในพาราฟินก็คือไฮโดรเจน ผลการทดลองที่ใช้พาราฟินนี้เกิดในวันที่ 22 ตุลาคม
เขานำแท่งบรรจุพาราฟินขนาดใหญ่ทำช่องกลวงไว้ตรงกลางเพื่อให้ใส่แหล่งกำเนิดนิวตรอนได้แล้วก็นำไปใส่ไว้ในท่อทรงกระบอกของเงินอีกทีหนึ่งแล้วใช้เครื่องนับไกเกอร์ตรวจวัดด้านนอกสุด ผลก็คือเครื่องนับไกเกอร์รัวนับรังสีที่ได้อย่างบ้าคลั่ง เสียงโห่ร้องลั่นไปทั่วห้อง "เยี่ยมยอดไปเลย มันเหลือเชื่อ" พาราฟินได้ทำให้ปฏิกิริยาที่มีต่อเงินธรรมดาเป็นเงินที่แผ่รังสีได้เพิ่มเงินเป็นร้อยเท่า "
ช่วงเวลานั้นเฟอร์มิกลับมาจากอาหารกลางวัน เมื่อพบเหตุการณ์นี้ เขามีทฤษฎีที่จะใช้อธิบายสิ่งที่เกิดขึ้นอยู่แล้ว
"พาราฟินประกอบไปด้วยไฮโดรเจน ที่นิวเคลียสของไฮโดรเจนคือโปรตอน อนุภาคที่มีมวลเกือบจะเท่ากับมวลของนิวตรอน เมื่อแหล่งกำเนิดถูกห่อหุ้มด้วยพาราฟิน นิวตรอนได้ชนกับโปรตอนในพาราฟินก่อนจะทะลุถึงเงินที่ห่ออยู่ด้านนอก ในการชนกันนั้นทำให้นิวตรอนได้สูญเสียพลังงานและช้าลง (คล้ายๆ กับลูกบิลเลียดที่ชนกับลูกบิลเลียดขนาดเดียวกันและช้าลง แต่ถ้าเจอสิ่งที่ใหญ่กว่าก็จะกระดอนกลับ) การชนและแฉลบออกไปนี้ทำให้นิวตรอนมีอัตราเร็วลดลงที่เหมาะสมที่จะทำให้นิวเคลียสของเงินจับนิวตรอนไว้ได้ และจับได้ดีกว่านิวตรอนทีวิ่งเร็ว
ถ้าความเฟอร์มิถูก วัตถุที่ประกอบด้วยไฮโดรเจนมากๆ ก็ควรให้ผลเช่นเดียวกัน "ลองใช้น้ำดูบ้าง" เฟอร์มิบอกทีมงานในบ่ายวันเดียวกันนั่นเอง
ไม่มีที่ไหนเหมาะสมไปกว่าสระเลี้ยงปลาทองซึ่งมีน้ำพุอยู่ด้วย ซึ่งที่ที่ว่านี้ก็อยู่หลังห้องปฏิบัติการนั่นเอง การทำการทดลองที่นี่ให้ผลการทดลองที่สนับสนุนแนวคิดของเฟอร์มิ เพราะว่าน้ำสามารถชะลอความเร็วของนิวตรอนได้และทำให้ท่อทรงกระบอกของเงินมีความแรงของการแผ่รังสีเพิ่มขึ้นกว่าปกติหลายเท่าทีเดียว
เฟอร์มิกับเพื่อนร่วมงานของเขาได้เรียนรู้แล้วว่านิวตรอนที่ถูกทำให้ช้าลงทำให้เกิดผลคือสารกัมมันตรังสีที่แรงขึ้นกว่าการใช้นิวตรอนที่เร็ว การค้นพบนี้ได้หันเหไปสู่ขั้นตอนสำคัญของการค้นพบในปีต่อมา ข้อค้นพบนี้เองได้นำเฟอร์มิและคนอื่นๆ สู่การควบคุมผลผลิตที่เป็นพลังงานอะตอมจากยูเรเนียม
ในตอนท้ายๆของคอร์สเราจะได้เรียนรู้เกี่ยวกับฟิสิกส์นิวเคลียร์ แต่จะบรรยายถึงการค้นพบของเฟอร์มิเกี่ยวกับนิวตรอนช้าในตอนนี้ แต่ไมใช่การสอนหรือบอกรายละเอียดของนิวเคลียส แต่จะเป็นนำเสนอข้อเท็จจริงเล็กน้อยที่น่าประทับใจ ไม่ใช่ที่การค้นพบทุกครั้งทางฟิสิกส์ที่จะเป็นในแนวทางแบบเดียวกับกรณีของเฟอร์มิ
ความก้าวหน้าของวิทยาศาสตร์ผ่านจากปีสู่ปีเป็นผลจากการทำงานของผู้คนมากมายในหลายๆดินแดน เขาอาจจะทำงานอย่างโดดเดี่ยวหรือเป็นคู่ หรือกลุ่มเล็กๆ หรือกลุ่มวิจัยกลุ่มใหญ่ ไม่ใช่เรื่องสำคัญถ้าจะทำงานในวิธีที่แตกต่างกัน ไม่สำคัญว่าจะทำงานในสถานที่ที่แตกต่าง เพราะเขาจะร่วมแลกเปลี่ยนแนวคิดต่อกัน แจ้งผลการทดลองร่วมกันกับนักวิทยาศาสตร์อื่นที่จะพยายามยืนยันในสิ่งที่ค้นพบ ลักษณะเช่นนี้มีความสำคัญเช่นเดียวกับการปฏิบัติร่วมทีมเดียวกันที่เป็นการผสมผสานทั้งความคิดและการสร้างสรรค์
เฟอร์มิกับคณะทำงานปฏิเสธที่จะเลิก และหันหน้าหนีไปจากสิ่งที่ล้มเหลวในระยะแรก เขาแสดงให้เห็นถึงภาพในใจในการสร้างตัวทฤษฎีขึ้นและนำมาสู่การทดลอง เขายังคงมุ่งมั่นในการแสดงให้ถึงสิ่งที่ยังไม่คาดหวังขณะนั้นว่าจะต้องเกิดให้ได้ และเครื่องไม้เครื่องมือต่างๆที่ใช้ในงานนี้ก็มือล้วนแต่อยู่ในมือแล้ว เหนือสิ่งอื่นใดเขาสนุกในการค้นพบสิ่งใหม่และสิ่งที่มีความสำคัญ นี่คือคุณลักษณะของมนุษย์ที่แตกต่างและมีคุณค่าอย่างมากต่อความล้ำหน้าของวิทยาศาสตร์ไม่น้อยกว่าสิ่งใดในชีวิต
นักวิทยาศาสตร์ได้สร้างสรรค์บนสิ่งที่ค้นพบและรายงานโดยนักวิทยาศาสตร์รุ่นก่อน ในทุกๆ ความก้าวล้ำ นำหน้าของวิทยาศาสตร์ก็ยิ่งเป็นการเพิ่มคำถามทางวิทยาศาสตร์ใหม่ๆ ขึ้นมาอีก งานของวิทยาศาสตร์ไม่ใช่หนังสือที่มีภาคจบ หรือจบแล้วจบเลย แต่จะเป็นในลักษณะที่ยังคงทิ้งปริศนาให้สืบเสาะกันต่อไป ทำให้เกิดจินตนาการแตกกิ่งก้านไปสู่สาขาวิชาอื่นหรือเกิดเป็นสาขาวิชาที่สำคัญที่น่าสนใจและไม่เคยมีมาก่อนได้อีก
บางงานทางวิทยาศาสตร์จะขึ้นกับการความเพียรพยายามในการเฝ้าสังเกตและวัดค่า บางครั้งผลได้กระตุ้นให้เกิดแนวคิดทฤษฎีใหม่ๆ บางครั้งก็ต้องหันกลับไปปรับแก้ทฤษฎีเก่า อย่างไรก็ตามการวัดโดยตัวมันเองไปถูกชี้นำด้วยทฤษฎีมาก่อน คุณลักษณะที่กล่าวมานี้ไม่ใช่เฉพาะทางฟิสิกส์แต่รวมวิทยาศาสตร์ทั้งหมด แต่นี่เป็นการบอกเล่าเรื่องราวทางฟิสิกส์ :-) คุณอาจถามว่า ใช่แต่ว่า อะไรคือฟิสิกส์ คำถามนี้เป็นธรรมดี แต่คำตอบคงไม่ง่ายนัก ... ฟิสิกส์อาจมองว่าเป็นการจัดแจงตัวของความคิดขั้นทดสอบเกี่ยวกับกายภาพของโลก (ฟังยากจัง ก็บอกแล้วมันไม่ง่ายนัก) ข่าวสารจากโลกที่กำลังรวบรวมมีการเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็วมาก สัมฤทธิผลอันยิ่งใหญ่ของฟิสิกส์คือการพบจำนวนของหลักการไม่กี่ข้อที่เป็นพื้นฐานง่ายๆ ที่อธิบาย หรือช่วยจัดแจงข่าวสารที่มีปริมาณมหาศาลจากโลกนี้ได้ ในการเรียนฟิสิกส์แต่ละคอร์สก็จะเสนอจำนวนหนึ่งในหลักการเหล่านั้น
ฟิสิกส์เป็นมากกว่า "กฎ" และ "ข้อเท็จจริง" ฟิสิกส์เป็นกิจกรรมที่แยกออกมาเด่นชัดโดยนักฟิสิกส์ มันเป็นกิจกรรมที่ต่อเนื่อง-เป็นกระบวนการค้นหาที่บางครั้งก็นำเราไปสู่การค้นพบ(สำคัญบ้าง ไม่สำคัญบ้าง) มองดูไปที่นักฟิสิกส์ต่างๆ ที่ทำงานและคุณจะพบความแตกต่างของปัญหาที่แต่ละคนกำลังศึกษา ไม่ว่าจะเป็นอุปกรณ์ที่ใช้ ลีลาหรือวิธีทำงานและอื่นๆ อีกเยอะแยะมากมาย เฟอร์มิเป็นตัวอย่างหนึ่งแต่เชิญชวนให้เรียนรู้วิธีของคนอื่นๆ ด้วย ซึ่งเมื่อเรียนฟิสิกส์เราจะพบมันและเชื่อว่าจะช่วยสร้างสรรค์ไอเดีย
วิทยาศาสตร์ไม่ได้ให้คำตอบสุดท้าย แต่มันเป็นสิ่งที่มหัศจรรย์และบางส่วนของมันอาจทำให้เรารับรู้โลกรอบตัวเราว่าเป็นสิ่งที่วิเศษสุดและปิติสุขที่เราสามารถอยู่ร่วมกันกับมันได้และเข้าใจมันได้
10 พฤษภาคม 2553
นิวเคลียส-ฟิสิกส์อนุภาค
อาจารย์ณรงค์ พิศขุมทอง (ผ.ศ.)เริ่มต้นบรรยายประมาณแปดโมงครึ่ง
เริ่มต้นจากการพยายามศึกษาโครงสร้างอะตอม
ทฤษฎีอะตอมของดาลตัน
"สสารทุกชนิดประกอบด้วยอะตอมซึ่งแบ่งแยกไมได้และธาตุแต่ละชนิดประกอบด้วยอะตอมที่มีสมบัติเหมือนกันทั้งน้ำหนักและขนาด อะตอมของธาตุต่างชนิดกันจะมีน้ำหนักต่างกัน และอะตอมชนิดหนึ่งไม่สามารถเปลี่ยนเป็นอะตอมชนิดอื่ได้ แต่อาจรวมกับอะตอมของธาตุอื่นในสัดส่วนที่คงตัว ทำให้เกิดสารประกอบ อะตอมที่ยังคงลักษณะเฉพาะของมันขณะเกิดปฏิกิริยาเคมี"
แบบจำลองอะตอมของทอมสัน
พ.ศ.2395 (155 ปีก่อน) ได้มีการสร้างเครื่องสุญญากาศขึ้น เจ เจ ทอมสัน ทดลองผ่านกระแสไฟฟ้าเข้าไปในหลอดสุญากาศ ทำให้พบรังสีแคโทด ทอมสันสรุปว่า รังสีแคโทดเป็นลำอนุภาคที่มีประจุไฟฟ้าลบ ซึ่งต่อมาได้ชื่อว่า "อิเลกตรอน"
ทอมสันสรุปว่า "อะตอมซึ่งแต่เดิมเข้าใจกันว่าแบ่งแยกไม่ได้นั้น ความจริงสามารถแบ่งย่อยไปได้อีก และอิเล็กตรอนคือองค์ประกอบหนึ่งของอะตอมทุกชนิด" ต่อมามิลลิแกนพบว่า
ประจุของอิเล็กตรอน(e) = 1.602x10-19 คูลอมบ์
มวลของอิเลกตรอน(m)=9.11x10-31 kg
การทดลองของรัทเอทร์ฟอร์ด (พ.ศ. 2453)
รัทเทอร์ฟอร์ดและนักวิจัยผู้ช่วยใช้อนุภาคแอลฟาเป็นกระสุนยิงแผ่นไมกา ทองคำ เงิน และแพลทินัมซึ่งทำให้เป็นแผ่นบางๆ แล้วซึกษาการกระเจิงของอนุภาคแอลฟา
รัทเทอร์ฟอร์ดพบว่า อนุภาคแอลฟาเกือบทั้งหมดได้ทะลุผ่านแผ่นทองคำมีอนุภาคส่วนน้อยที่เบนไป อนุภาคที่เบนไปนี้เบนไปเป็นมุมโตได้ถึง 90 องศาแลโตมากกว่า 90 องศาหรือกลับทิศก็มี
แบบจำลองอะตอมของรัทเทอร์ฟอร์ด
รัทเทอร์ฟอร์ดจึงได้เสนอแบบจำลองอะตอมมใหม่ว่า
"อะตอมประกอบด้วยประจุบวกรวมกันที่ศูนย์กลาง ซึ่งรวมเรียกว่า นิวเคลียส และเป็นที่รวมของมวลเกือบทั้งหมดของอะตอม และมีอิเล็กตรอนซึ่งมีมวลน้อยมากเคลื่อนที่อยู่รอบนอก ขนาดของอะตอมจึงขึ้นอยู่กั้บบริเวณที่อิเล็กตรอนอยู่ซึ่งนับว่าใหญ่กว่านิวเคลลียสมาก บริเวณที่อิเล็กตรอนอยู่จึงโปร่งต่อการเคลื่อนที่ผ่านของนุภาคแอลฟา"
เส้นผ่านศูนย์กลางของนิวเคลียส ประมาณ 10-15-10-14 m
เส้นผ่านศูนย์กลางขอองอะตอม ประมาณ 10-10 m
ทฤษฎีอะตอมของโบร์ (พ.ศ.2456)
- อิเลกครอนเคลื่อนทีรอบนิวเคลียสบางวง โดยไม่แผ่คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าออกมา ทำให้ไม่มีการสูญเสียพลังงานและโคจรอยู่ได้ (ซึ่งขัดกับทฤษฎีคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าในขณะนั้น)
- อิเล็กตรอนในวงโคจรนี้ จะมีโมเมนตัมเชิงมุมเป็นนจำนวนเต็มของค่า h_bar
mvnrn = nh_bar = nh/2π
09 พฤษภาคม 2553
รังสีเอกซ์ (x-rays)
ปี ค.ศ.1895 ย้อนหลังไปสิบปี เมื่อเทียบกับปีที่ไอน์สไตน์เริ่มโด่งดังในวงการ ในปีนั้น เรินต์เกน ได้ค้นพบรังสีประหลาด โดยบังเอิญ ด้วยความที่รังไม่รู้ว่ามันคือรังสีอะไร เลยตั้งตัวแปร x (เอกซ์) เอาไว้ก่อน ต่อมาภายหลังรู้แล้วว่ามันก็คือคลื่นแม่เหล้กไฟฟ้าที่มีพลังงานสูงมาก ก็ไม่มีใครไปเปลี่ยนชื่อมัน ยังเรียกมันเหมือนเดิมว่า รังสีเอกซ์ (X-rays)
มีอาจารย์ที่เข้าร่วมอบรมท่านหนึ่งถามว่า ทำไมตะกั่วกั้นรังสีเอกซ์ได้ดี อาจารย์ก็ตอบแต่บันทึกไม่ทัน เลย google ได้คำตอบอยูที่นี่
http://wiki.answers.com/Q/Why_does_lead_block_radioactivity
การอธิบายการเกิดของรังสีเอกซ์มีสองวิธี
- ใช้ทฤษฎีคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้ายุคเก่ามาอธิบาย-- เป็นรังสืเอกซ์ที่ได้จากหลอดที่มีความถี่ของรังสีอย่างต่อเนื่อง คำอธิบายในส่วนนี้อธิบายได้ดังภาพ
กระบวนการนี้เรียกว่า Bremsstrahlung สเปกตรัมของรังสีเอกซ์ที่ได้ ก็จะแสดงดังภาพ
อิเลกตรอนบางตัวอาจชนนิวเคลียสแล้วหยุดเลย ทำให้พลังงานจลน์ของอิเลกตรอนกลายเป็นพลังงานของรังสีเอกซ์ทั้งหมด ดังนี้น
K.E.max = hf
eV = hf
f = eV/h
ถ้าทำให้เป็นความยาวคลื่นก็จะได้
c/&lambda = eV/h หรือ lamda(min)=hc/eV - หลอดรังสีเอกซ์แบบเฉพาะตัว หรือแบบไม่ต่อเนื่อง วิธีการคำนวณก็จะแปลกๆ หน่อย ดังนี้
E=hf = Ei-Ef
กราฟที่ได้จากหลอดเอกซ์เรย์แบบนี้ จะเป็นดังภาพ
ดูลักษณะของหลอดรังสีเอกซ์แบบต่างๆ
ความหลากหลายของหลอดเอกซ์เรย์มีค่อนข้างมาก (เพราะมันมีหลายเจ้า หลายสำนัก ทำออกมาขาย เทคโนโลยีที่ใช้จึงแตกต่างกัน) แต่ทั้งหมดต่างที่อาศัยหลักการอย่างที่ได้บรรยายมา
เรินต์เกน เป็นนักฟิสิกส์คนแรกที่ได้รับรางวัลโนเบล (ในปี 1901)








